• ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 น. -16.00 น.

ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ

ศาสนาจารย์ นายแพทย์ วิลเลียม อัลเบริต บริกส์
(Rev. Dr. William Albert Briggs, M.D.)
ค.ศ. 1890 - 1918
(พ.ศ. 2433 - 2461)

   ศาสนาจารย์ นายแพทย์วิลเลียม อัลเบริต บริกส์ เป็นนายแพทย์มิชชันนารีท่านหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ทำพันธกิจในภาคเหนือของประเทศไทย ท่านสมรสกับนางสาวอลิซ อัลเบอรต้า แฮมมิลตัน เมื่อวันที่ 2 เดือนเมษายน ค.ศ.1890 และในไม่กี่เดือนต่อมาท่านและภรรยาได้ออกเดินทางมาเมืองไทยในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1890 เดินทางมาถึงเมืองไทยในเดือนกันยายน ค.ศ.1890 และได้รับมอบหมายให้ไปเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลแวนเซนต์วูร์ด ที่นครลำปาง ท่านทุ่มเวลาในการดูแลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยที่มาขอรับการรักษา อีกไม่กี่วันก็จะครบรอบ 1 ปีแห่งการแต่งงาน ในวันที่ 23 เดือนมีนาคม ค.ศ. 1891 ภรรยาของท่านได้จากท่านไปด้วยโรคปอด(Pulmonary Tuberculosis) ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้า น่าท้อแท้ที่บุคคลอันเป็นที่รักต้องมาเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาโดยสามีที่เป็นหมอที่รักษาคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นให้รอดชีวิตมานับไม่ถ้วนแต่ไม่สามารถรักษา และช่วยชีวิตภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของตนได้ ต้องจัดงานศพแทนงานฉลองครบรอบ 1 ปีแห่งการแต่งงาน

   ในปี ค.ศ.1893 ท่านได้รับมอบหมายให้ไปเปิดงานพันธกิจที่แพร่ ในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1893 ท่านสมรสครั้งที่สองกับนางสาวแอนนาเบลล์ คิง (Annabelle King) วันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ.1894 ท่านมีบุตรชายคนแรกชื่อ วิลเลียม นอร์แมน บริกส์ (William Norman Briggs) ในวัยขวบครึ่งเด็กชายวิลเลียมป่วยด้วยโรคลำไส้อักเสบ ศาสนาจารย์ นายแพทย์บริกส์เขียนจดหมายถึงแม่ของท่านเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 1896 ว่า “…หมอพีเพิลได้เดินทางมาถึงเมื่อสองวันก่อนตามคำขอของเรา…ฉันเครียดจนเกือบจะรับไม่ไหวแล้ว มันยากมากที่เป็นทั้งพ่อและหมอในเวลาเดียวกัน…แม่คงจะรู้ว่าแอนนาเบล์ ผู้เป็นแม่รู้สึกอย่างไร และแม่ก็คงรู้ดีว่าลูกของแม่รู้สึกอย่างไรด้วย…เขารู้สึกตัวบ้างไม่รู้บ้าง…เขาอยู่ได้ด้วยยาแก้ปวดอย่างแรง…ลูกมั่นใจว่าเราได้ทำดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้เพื่อเขา…ลูกเกรงว่าแอนนาเบลล์จะทนไม่ได้เมื่อใบหน้าที่ร่าเริงร่า มีความสุขอันเป็นที่รักและเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้ว นั้นไม่ได้อยู่กับเราแล้ว…” และบุตรชายคนแรกของท่านก็ได้จากท่านไปเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1896 

 

  ในปี ค.ศ.1900 ท่านย้ายไปทำพันธกิจที่เมืองเชียงราย และในปี ค.ศ. 1906 ท่านเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมกับภาระกิจในการหาทุนสร้างอาคารหลังใหม่ให้กับโรงพยาบาลที่เชียงราย(โอเวอร์บรุ๊ค) ลูกสาวคนสุดท้อง อาเดล แอนนาเบล บริกส์ ถือกำเนิดที่ประเทศแคนาดา

  เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1907 ท่านตั้งใจที่จะหาทุนหกพันเหรียญสหรัฐเพื่อการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาล คาดว่าท่านคงหาได้ประมาณสองพันกว่าเหรียญแต่ที่คริสตจักรโอเวอร์บรุ๊คท่านได้รับเงินถวายถึงหนึ่งหมื่นเหรียญเพื่อการก่อสร้างนี้ เท่ากับประสบความสำเร็จเกินคาด ครอบครัวบริกส์เดินทางกลับเมืองไทยในปี ค.ศ.1908 ระหว่างเดินทางจากสยามกลับเมืองเชียงรายด้วยเรือ ภรรยาของท่านเขียนจดหมายถึงพี่สาวว่า “…ลูกสาวคนเล็กปกติดีทุกอย่างระหว่างเดินทาง เธอมีความสุข ร่าเริง เธอเป็นทารกที่น่ารักที่สุด เธอนำความชื่นชมยินดีมาสู่จิตใจของเรา ฉันไม่สามารถเขียนรายละเอียดอะไรมากกว่านี้ได้ นอกจากจะบอกว่าเธอป่วยกระทันในวันศุกร์เช้าหลังวันขอบพระคุณพระเจ้า(วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน 1908) เรายังคงเดินทางต่อ และในวันอาทิตย์ดูเหมือนเธอจะดีขึ้น หมอพยายามทำดีที่สุดกับเธอแต่อาการขเงเธอกลับทรุดลง และจากเราไปในวันพุธตอนบ่าย เธอนอนอยู่บนตักฉัน หมอประคองศีรษะของเธอไว้ …หมอทำกล่องบุด้วยฝ้ายใส่ร่างของเธอ…” ครอบครัวหมอบริกส์เดินทางมาถึงลำปางในวันพุธ ที่ 9 ธันวาคม 1908 ร่างของลูกสาวคนสุดท้องของหมอบริกส์ถูกฝังไว้ที่สุสานที่ลำปาง ดีใจที่ได้ทุน แต่เสียใจที่ต้องเสียลูกสาวคนสุดท้องไปต่อหน้าต่อตา ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ศาสนาจารย์ นายแพทย์บริกส์ไม่ท้อแท้

  ท่านกลับถึงเมืองเชียงรายและเริ่มต้นงานก่อสร้างอาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลที่เมืองเชียงราย(โอเวอร์บรุ๊ค) ทันทีจนเสร็จเรียบร้อยในไม่กี่ปีต่อมาเป็นโรงพยาบาลที่ทันสมัย แบ่งแยกชาย หญิง และเด็ก มีมุ้งลวด โดดเด่นเป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ท่านเป็นผู้จัดระบบระบายน้ำในเขตเมืองเชียงรายไม่ให้น้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธ์ยุงซึ่งเป็นสาเหตุของไข้มาลาเรีย ท่านทำให้โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คเป็นโรงพยาบาลสำหรับคนเชียงรายและผู้คนที่เจ็บป่วยจากมณทลยูนนาน ประเทศจีน รัฐเก็งตุง (Kengtung หรือในชื่อที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยคือ “เชียงตุง”) ประเทศเมียนมาร์ และหลวงพระบาง ประเทศลาว ท่านตระหนักตลอดว่าท่านคือ “หมอ” ผู้ที่รักษาผู้ป่วยควบคู่ไปกับการเป็น “ผู้ประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์”เมื่อท่านส่งครอบครัวกลับประเทศแคนาดาในปี ค.ศ.1913 และเมื่อท่านกลับเมืองเชียงรายในปี ค.ศ.1914 ประชาชนชาวเชียงรายพากันไปตั้งแถวโบกธงต้อนรันท่าน

  * อ่านเพิ่มเติมจากหนังสือ “120 ปีหมอ บริกส์ กับ เมืองเชียงรายคือโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค” และ“อดีตคือกุญแจที่จะเปิดประตูแห่งปัจจุบันมุ่งสู่อนาคต” 120 ปี โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค (ค.ศ. 1897 – 2017)

ปิดโหมดสีเทา